16

ในปัจจุบันผู้คนสามารถเข้าถึงเครื่องมือทางด้านภาพถ่ายได้อย่างง่ายดาย ด้วยราคาอุปกรณ์ถ่ายภาพที่ลดต่ำลงมา รวมกับความง่ายต่อการใช้งาน ทำให้คุณสามารถเป็นเจ้าของกล้องถ่ายภาพได้ไม่ยากนัก และในการถ่ายภาพนั้น หมวดการถ่ายภาพที่เป็นที่นิยมมากที่สุดอันหนึ่งนั่นคือ การเป็นช่างภาพกีฬา นอกจากจะทำให้ช่างภาพได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ใกล้นักกีฬา (ที่อาจชื่นชอบแล้ว) ยังสามารถต่อยอดนำภาพถ่ายเหล่านั้นไปขายสร้างเป็นอาชีพได้เลยทีเดียว และถ้าหากคุณสนใจในการเป็นช่างภาพกีฬาแล้วล่ะก็ ลองนำคำแนะนำ 6 ขั้นตอนนี้ไปปฏิบัติ ไม่แน่ว่าคุณอาจกลายเป็นช่างภาพกีฬามืออาชีพในอนาคตก็เป็นได้ รักกีฬาจงเริ่มจากความรักในกีฬานั้นๆ บางทีคุณอาจชอบไปสนามฟุตบอลเพียงเพราะต้องการดูพริตตี้ แค่ความต้องการเท่านี้ยังไม่เพียงพอ คุณต้องรักในกีฬาประเภทนั้น เช่นคุณอาจหลงใหลในกีฬาฟุตบอล หรือเป็นนักกีฬาประเภทนั้นๆด้วย ลองตอบคำถามในใจของตนเองว่ากีฬาใดคือสิ่งที่ฉันต้องการที่สุด

เตรียมพร้อมสร้างความทะเยอทะยานขั้นตอนต่อมาคือ ให้ลองมองหาช่างภาพกีฬาที่เป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพของคุณ คุณอาจลองค้นหาใน Google เพื่อหาช่างภาพกีฬาชั้นแนวหน้าของเมืองไทยหรือของโลก ดูว่าพวกขำทำอะไร อย่างไร และมีรายได้มาจากอะไร บางทีความทะเยอทะยานของคุณอาจจะเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่าช่างภาพกีฬาแต่ละคน สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนได้มากกว่า 1 ล้านบาท! ก็เป็นได้พัฒนาภาพถ่ายการแข่งขันกีฬาในทุกเกมส์การแข่งขันเมื่อคุณเลือกนักกีฬาได้แล้ว ส่วนต่อไปคือจงออกไปถ่ายภาพกีฬาในทุกการแข่งขัน มันอาจเป็นรายการเล็กๆแถวๆบ้านหรือที่โรงเรียนของคุณ หรือการแข่งขันในระดับชาติ ขอให้คุณไปทุกการแข่งขัน และถ่ายภาพให้มากที่สุด มีคนกล่าวว่า หากต้องการเป็นช่างภาพมืออาชีพโปรดถ่ายภาพให้ได้อย่างน้อย 20,000 ภาพขึ้นไป ขอให้คุณทำตามนั้น มุ่งมั่นถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดลองขายมันข้อนี้ถือเป็นจุดเด่น ผมแนะนำว่าถ้าคุณมีภาพข่าวกีฬา หรือภาพกีฬาสวยๆสัก 200 ภาพขึ้นไป ลองสมัครเป็นสมาชิกเว็บขายภาพอาทิ shutterstock.comแล้วคุณจะรู้ว่าภาพถ่ายของคุณสามารถแปรเปลี่ยนกับมาเป็นเงินเข้ากระเป๋าคุณได้ ที่นี่มีคนขายภาพกีฬาได้เดือนละ หลายล้านบาทีเชียวเป็นอย่างไรบ้างครับ 6 ขั้นตอนนี้ผมเชื่อมั่นว่าคุณสามารถปฏิบัติตามได้อย่างแน่นอน และหากคุณทำมันอย่างจริงจังต่อเนื่อง คุณก็อาจจะเป็นหนึ่งในช่างภาพกีฬามืออาชีพชั้นแนวหน้าของเมืองไทยก็เป็นได้

16

ช่างภาพอาชีพมักจะได้รับการร้องขอภาพเพื่อใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นประจำ ในโลกอุดมคติช่างภาพทั้งหลายอยากที่จะตอบรับ และต้องการที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับโครงการที่เกี่ยวข้องการการศึกษา, โครงการเพื่อสังคม หรือ โครงการเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในหลายๆ กรณีพวกเราอยากจะมีเวลา และกำลังสนับสนุนที่จะช่วยเหลือกิจกรรมเหล่านี้อย่างเต็มที่ มากกว่าแค่การให้ใช้รูปถ่ายเสียด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริง บางครั้งพวกเราก็ไม่สามารถที่จะแม้แต่ตอบกลับคำขอเหล่านั้น และในบางทีการตอบกลับก็ทำได้เพียงข้อความสั้นๆ ซึ่งอาจจะไม่สามารถสื่อถึงสิ่งที่เราต้องการบอกได้ครบถ้วนเต็มที่

แม้ สถานการณ์ในแต่ละครั้งจะแตกต่างกัน แต่โดยมากแล้วสิ่งที่ช่างภาพต้องการสื่อสารมักจะคล้ายๆ กัน ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะแสดงให้เห็นสิ่งที่พวกเราต้องการสื่อสาร ผ่านข้อความด้านล่าง เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดในการสื่อสาร ระหว่างช่างภาพ และผู้สนใจใช้ภาพ กรุณาเปิดใจกว้างรับสารที่พวกเราพยายามจะสื่อ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากที่ท่านได้อ่านข้อความด้านล่างแล้ว ท่านจะเข้าใจเรามากขึ้น และกลับมาคุยกับเราอีกครั้ง เพื่อสร้างการทำงานที่เกิดผลประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เราหาเลี้ยงชีพด้วยการขายภาพ การสร้างสรรค์ภาพถ่ายเป็นการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพของพวกเรา ถ้าพวกเรามอบภาพถ่ายให้โดยไม่คิดมูลค่า หรือทุ่มเวลาอธิบายตอบกลับการขอใช้ภาพถ่ายฟรีๆ มากเกินไป พวกเราคงไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้

พวกเราให้ภาพถ่าย เพื่อสนับสนุนโครงการที่เหมาะสมเหมือนกันช่าง ภาพส่วนใหญ่สนับสนุนภาพถ่ายเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ในหลายๆ กรณี พวกเราไม่ได้เพียงแค่สนับสนุนภาพถ่ายอย่างเดียว แต่พวกเรายังเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการนั้นๆ อีกด้วย บางครั้งเราเข้าไปโดยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับคนทำงานหลักของโครงการ หรือเป็นผู้ร่วมผลักดันโครงการนั้นๆ เอง อีกนัยหนึ่งคือ พวกเราช่างภาพก็มีการให้ใช้ภาพโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในบางกรณี เช่นกันพวกเรามีเวลาจำกัดการตอบรับการสนับสนุนภาพถ่ายให้โครงการที่เราเลือก พร้อมกับการตอบกลับ อธิบายเหตุผลให้ทุกคนที่ขอใช้ภาพถ่ายไปพร้อมๆ กัน ในความเป็นจริงแล้วมันทำได้ยากมาก การตอบกลับการร้องขอ, แลกเปลี่ยนรายละเอียดโครงการ, เตรียมภาพและส่ง file ให้ และติดตามผลว่าภาพของเราถูกใช้อย่างไร ตรงกับความตั้งใจของเราหรือไม่ ทั้งหมดที่ว่ามานี้ต้องใช้เวลามาก และบางครั้งเราไม่มีเวลาเพียงพอ

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ถ่ายภาพอย่างกล้องดิจิตอลพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แถมยังมีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลประเภท D-SLR จนทำให้ใครหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา หันมาสนใจและใช้กล้องประเภทนี้กันมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาและพบได้บ่อยครั้ง คือ มือใหม่หลายคนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกซื้อกล้องประเภทนี้

D-SLR เป็นกล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว ดัดแปลงจากกล้องฟิล์ม 35 mm. มาเป็นระบบดิจิตอล และใช้เซ็นเซอร์ในการรับภาพ โดยมีระบบการทำงาน รวมถึงคุณสมบัติต่างๆเหนือกว่ากล้องดิจิตอลคอมแพ็คทั่วไป ซึ่งปัจจุบันราคาของกล้องประเภทนี้ถูกลงกว่ายุคก่อนมาก เป็นเหตุให้มือใหม่โจนเข้าสู่วงการการถ่ายภาพมากขึ้น

หากใครสนใจการถ่ายภาพอย่างจริงจัง ก็ควรเลือก D-SLR คงเหมาะกว่ากล้องดิจิตอลคอมแพ็ค เพราะระบบการทำงานต่างๆ ตอบสนองใกล้เคียงกับกล้องฟิล์ม SLR ในสมัยก่อน และในปัจจุบันสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยบางแห่งก็เริ่มพัฒนาหลักสูตรการถ่ายภาพด้วยกล้อง D-SLR บ้างแล้ว

ช่างภาพแนะมือใหม่ในการเลือกซื้อกล้อง D-SLR ว่าให้มองจากงบประมาณเป็นหลัก “เมื่อเราทราบงบประมาณแล้ว จะเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ส่วนจะเลือกกล้องค่ายไหน ยี่ห้ออะไรนั้นไม่สำคัญ เพราะปัจจุบันต่างก็มีคุณสมบัติที่ดีใกล้เคียงกันทุกค่าย เราควรเลือกจากระบบการใช้งาน สีสันของภาพที่ได้ การจับถือแล้วชอบหรือเปล่า และสุดท้ายก็อาจจะมาพิจารณาที่บริการหลังการขาย ช่างภาพมือใหม่บางคนอาจยังเข้าใจผิดเรื่องจำนวนพิกเซล ว่าถ้ามีจำนวนพิกเซลสูงๆแล้วภาพจะสวยกว่า แต่ความจริงแล้วไม่เกี่ยว กล้อง D-SLR 10 ล้านพิกเซล ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว สามารถนำไปอัดภาพขนาด 20 นิ้วได้สบายๆ”

ส่วนการเลือกเลนส์ให้ลองใช้ Normal Lens ที่ติดกล้องไปก่อน เพราะการเริ่มต้นนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เลนส์ราคาแพง ควรใช้เวลาเรียนรู้ว่า ตนเองชอบการถ่ายภาพแนวไหน ศึกษาให้ถ่องแท้ โดยใช้เลนส์ normal ฝึกมือไปเรื่อยๆจนเชี่ยวชาญ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อเพิ่มเติมภายหลังก็ได้ “ช่างภาพวัยนักศึกษาไม่จำเป็นต้องไปซื้อเลนส์ระดับโปร อย่าไปคิดว่า ถ่ายด้วยเลนส์ราคาแพง แล้วภาพจะสวยได้ทันที การเริ่มต้นด้วยเลนส์ติดกล้อง ก็สามารถถ่ายภาพให้สวยได้ จริงอยู่ว่า เลนส์ราคาแพงมีคุณสมบัติบางอย่างที่ดีขึ้น แต่นักศึกษาเอง ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของงบประมาณด้วย”

การศึกษาจากหนังสือ หรือเว็บไซต์ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้ได้รู้เทคนิคต่างๆมากมาย แต่การปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด “น้องๆ ควรไปลองฝึกฝนการถ่ายภาพด้วยตัวเอง ไปกันเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ หรือไปร่วมกิจกรรมการถ่ายภาพกับชมรม กลุ่มต่างๆ เพื่อจะได้มีคนคอยช่วยเหลือ แนะนำ และได้เรียนรู้เทคนิคจากช่างภาพที่มีประสบการณ์ นำมาประยุกต์ใช้ ข้อสำคัญ การที่เราไปกับเพื่อนหลายๆกลุ่ม ย่อมเกิดความรู้สึกสนุกสนาน รักการถ่ายภาพมากขึ้น และทำให้น้องๆได้ฝึกฝนการถ่ายภาพหลายๆแนวอีกด้วย ส่วนการเปิดตำราอ่านนั้น ได้ความรู้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่การออกไปถ่ายรูปบ่อยๆ คือ สิ่งที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาทักษะฝีมือการถ่ายภาพให้ตนเองได้”

“อย่าไปให้ความสำคัญกับกล้อง และอุปกรณ์ราคาแพงมากจนเกินไป เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดในการถ่ายภาพให้สวยงามนั้น คือ คนหลังกล้อง”

ความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีการถ่ายภาพในระบบดิจิตอลนับว่ามีการพัฒนาต่อไป อย่างไม่หยุดยั้ง เริ่มต้นจากการพัฒนาความสามารถในการเก็บภาพที่มีความละเอียดมากขึ้น แต่วันนี้ไม่เพียงแค่ความละเอียดเท่านั้น ที่เราต้องการ เพราะความสมจริงและสามารถเทียบเคียงได้กับภาพที่ได้จากระบบฟิล์ม กลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าความก้าวหน้าของโลก เทคโนโลยีการถ่ายภาพในระบบดิจิตอลนับว่ามีการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เริ่มต้นจากการพัฒนาความสามารถในการเก็บภาพที่มีความละเอียดมากขึ้น แต่วันนี้ไม่เพียงแค่ความละเอียดเท่านั้น ที่เราต้องการ เพราะความสมจริงและสามารถเทียบเคียงได้กับภาพที่ได้จากระบบฟิล์ม กลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า

ระบบการเก็บภาพของกล้องดิจิตอล
ความนิยมในการใช้งานกล้องดิจิตอลนับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น เพราะความสะดวกที่มีมากกว่ากล้องแบบใช้ฟิล์มธรรมดา เช่น การถ่ายภาพแล้วมองเห็นได้ทันทีซึ่งนอกจากจะสะดวกต่อการตรวจสอบว่าภาพมีความ บกพร่องตรงไหนบ้างแล้ว ยังสามารถนำไปใช้งานเพื่อการตบแต่งภาพได้เลย และยังสะดวกก็ตรงที่สามารถเลือกภาพที่ต้องการได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และที่สำคัญก็คือราคาของกล้องดิจิตอลนั้นลดลงมารวดเร็ว จนราคาของกล้องที่มีประสิทธิภาพพอสมควร นั้นไม่แตกต่างไปจากกล้องแบบใช้ฟิล์มในระดับคุณภาพเท่าๆ กัน

ในระบบของการทำงานของกล้องดิจิตอลนั้น การทำงานโดยทั่วๆ ไปแทบจะเรียกว่าไม่แตกต่างไปจากกล้องแบบฟิล์มเลย จะแตกต่างก็คือการรับภาพเพื่อนำไปเก็บไว้ในการ์ดหน่วยความจำนั้น จะใช้เซนเซอร์ซึ่งทำหน้าที่รับแสงที่ตกกระทบผ่านเข้ามาทางเลนส์ของกล้อง แทนที่การใช้ฟิล์มเป็นตัวตกกระทบของแสงสำหรับในกล้องฟิล์มปัจจุบัน และข้อมูลแสงที่ได้จากเซนเซอร์นี้ ก็จะถูกนำไปสร้างเป็นข้อมูลภาพและเก็บลงในหน่วยความจำต่อไป

โดยหลักๆ แล้ว เทคโนโลยีของเซนเซอร์รับภาพ แม้จะแบ่งเป็นสองลักษณะการทำงานก็คือ CCD และ CMOS แต่หากพูดว่าภาพในกล้องดิจิตอลจะถูกเก็บลงไปยังหน่วยความจำแบบใด ก็ยังมีเทคโนโลยีของการรับภาพมาให้ทำความรู้จักกันอีก เพราะมีทั้งเทคโนโลยีปัจจุบันและเทคโนโลยีใหม่ ให้เลือกใช้งาน ซึ่งรายละเอียดนี้ก็คงจะตอบได้ว่าทำไมกล้องดิจิตอลถึงรับภาพได้ยังไม่เท่า กับฟิล์ม และอีกนานเท่าใดกล้องดิจิตอลถึงจะสามารถใช้แทนที่กล้องฟิล์มได้อย่างสมบูรณ์ แบบ

ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการถ่ายภาพได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเราก้าวข้ามพ้นข้อจำกัดในเรื่องของการใ ช้ฟิล์มถ่ายภาพ ไปสู่ยุคแห่งการครอบงำของระบบดิจิตอลกันแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกแห่งการถ่ายภาพจากฟิล์มสู่ดิจิตอลเป็นพลวัตหลักที่ขับเคลื่อนให้ค่านิยมทางวัตถุ วัฒนธรรมของเทคโนโลยีการสื่อสาร และการแสดงออกทางความคิดของมนุษย์ยุคใหม่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นวัตกรรมดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในการถ่ายภาพสามารถเข้าถึงศาสตร์ของการถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น

ในอดีต กว่าจะได้ภาพถ่ายมาสักภาพหนึ่งต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่การโหลดฟิล์มลงกล้อง การถ่ายภาพด้วยจำนวนฟิล์มที่จำกัด ไปจนถึงการล้างฟิล์มและอัดภาพในห้องมืด ในขณะที่ทุกวันนี้ ผู้ถ่ายภาพสามารถใช้ memory card หรือการ์ดหน่วยความจำขนาดจิ๋วเพียงแผ่นเดียวในการถ่ายภาพ โดยไม่ต้องใส่ใจกับวันหมดอายุของฟิล์มหรือจำนวนม้วนฟิล์มที่ต้องหอบหิ้วไปด้วยในแต่ละวัน แถมกล้องระบบดิจิตอลยังสามารถรองรับหน่วยความจำได้สูง เอื้อให้ผู้ใช้ถ่ายภาพได้เป็นร้อยเป็นพันด้วยการ์ดหน่วยความจำเพียงแผ่นเดียว ขั้นตอนการรังสรรค์ภาพถ่ายที่สะดวกรวดเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัดถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับตากล้องมือสมัครเล่น แต่ในทางกลับกัน ก็อาจกลายเป็นฝันร้ายของช่างภาพมืออาชีพจำนวนไม่น้อย ยิ่งในเวลานี้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพในตลาดการแข่งขันไม่ได้มีเพียงกล้อง DSLR จากบริษัทผู้ค้ากล้องชั้นนำเท่านั้น ค่ายโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Nokia iPhone หรือ BlackBerry ต่างก็พยายามแข่งกันพัฒนาฟังก์ชั่นในการถ่ายภาพของ smartphone แบบเรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร กล้องระบบดิจิตอล ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสื่อชนิดใดก็ตามเอื้อให้ผู้ใช้สามารถลองผิดลองถูกด้วยการหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายแล้วลบจนกว่าจะได้ภาพ ที่สวยงามถูกใจโดยไม่ต้องลงทุนกับฟิล์ม

อย่าลืมว่า หัวใจหลักของการถ่ายภาพคือการหยุดช่วงเวลาหนึ่งไว้เพื่อนำมาถ่ายทอดตามวัตถุประสงค์ ความรู้สึกนึกคิด และมุมมองของผู้กดชัตเตอร์ เรื่องราวผ่านเลนส์จึงมิได้จำกัดอยู่แค่ในกรอบสี่เหลี่ยมของภาพถ่ายที่เป็นผลผลิตของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นความร่วมมือและการประสานเชื่อมโยงที่ยิ่งใหญ่ระหว่างผู้ส่งสาร ตัวสารที่ถูกคมชัตเตอร์บันทึก และผู้บริโภคสารซึ่งอาจมีจำนวนตั้งแต่หนึ่ง ไปจนถึงบุคคลกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

มืออาชีพตัวจริงคือผู้ที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างทักษะด้านเทคโนโลยีและการ ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองในการถ่ายภาพ ไม่ใช่ด้วยความอัจฉริยะของโปรแกรมดิจิตอล ความรุดหน้าของเทคโนโลยีอาจเป็นเครื่องทุ่นแรงและทำเรื่องยากทางเทคนิคให้ง่ายขึ้น ซึ่งยกระดับมาตรฐานการทำงานและคุณภาพของผลงานแบบมืออาชีพให้สูงขึ้น ถ้าการถ่ายภาพคือการหยุดเวลา ความก้าวหน้าในการพัฒนากล้องหรืออุปกรณ์ก็เพื่อเอื้อให้โอกาสหยุดเวลาเป็นไปตามต้องการยิ่งขึ้น ศาสตร์การถ่ายภาพมืออาชีพไม่ได้กำลังเสื่อมหายไป แต่กำลังเปลี่ยนไป ช่างภาพมืออาชีพต้องเปิดกว้างรับรู้ เรียนรู้และขยายขอบเขตในการทำงานให้กว้างขึ้นไปพร้อมกับมาตรฐานที่สูงขึ้น เพื่อที่จะก้าวให้ทันโลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถ้าจะมองย้อนกลับไป เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพก็ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องไม่เคยหยุดนิ่ง และได้เปลี่ยนโลกของการถ่ายภาพมาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่โจเซฟ นิเซเฟอร์ เนียพเซ่ ชาวฝรั่งเศส บุกเบิกการถ่ายภาพด้วยกล้องออบสคิวราเป็นครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้ว จากอดีตสู่ปัจจุบัน ผลงานระดับมืออาชีพไม่เคยเป็นผลพวงของความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการหลอมรวมกันระหว่างศักยภาพของเครื่องมือและทัศนวิสัยที่แหลมคมเป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคล ที่จะช่วยแยกความเป็นมือสมัครเล่นออกจากมืออาชีพได้อย่างมีชั้นเชิง

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com